Blog à la Foxmean

รวมบทความ

บรรณนิทัศน์ 'ไวยากรณ์วิทยาแบบจีน: การปฏิวัติอักษรและความเป็นสมัยใหม่ทางวรรณกรรม, 1916-1958' ของ Yurou Zhong

Zhong, Yurou. 2019. Chinese Grammatology: script revolution and literary modernity, 1916-1958, (Columbia University Press)

ท่ามกลางคลื่นจักรวรรดินิยมที่โหมกระหน่ำ ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างจักรวรรดิจีนสู่สาธารณรัฐจีนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ขบวนการต่างๆ ทางการเมืองของจีนในฝั่งที่มุ่งหน้าเข้าหาความเป็นสมัยใหม่ทั้งในและนอกประเทศต่างก็มุ่งหาการเขียนเพื่อสื่อสารในแบบที่แตกต่างออกไปจากภาษาเขียนดั้งเดิมของจีนที่จำกัดวงอยู่ในชนชั้นปกครองและชนชั้นสำราญชนทั้งหลาย แม้ตัวอักษรจีนจะถูกใช้อย่างกว้างขวางในแถบประเทศเอเชียบรูพาลากยาวตั้งแต่เกาหลีญี่ปุ่นไปจนถึงเวียตนามโบราณ แต่ตัวอักษรจีนและการเขียนแบบจีนโบราณเอง ก็ยากที่จะกล่าวได้ว่าเป็นของประชาชนในสาธารณรัฐจีนที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้น ขบวนการเคลื่อนไหวจากหลายทิศทางเพื่อโค่นล้มสิ่งที่ปัจจุบันถูกเรียกว่าสมบัติชาติ – อักษรจีน – ให้สิ้นสูญไปนั้น ได้เคลื่อนไปจบที่การปฏิรูปตัวอักษรด้วยการลดรูปให้ง่ายลงจนกลายเป็นอักษรจีนตัวย่อ ตามคำประกาศภาระหน้าที่ในการปฏิรูปตัวอักษรโดยนายกโจว เอินไหลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1958 ได้อย่างไร? คือคำถามหลักที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้พยายามตอบและเล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมา

แน่นอนว่าไวยากรณ์วิทยา [grammatology] ที่ผู้เขียนนำมาใช้เป็นชื่อเรื่อง คือการนำเอามโนทัศน์ไวยากรณ์วิทยาของแดร์ริดา ที่พูดถึงศาสตร์การเขียนและวิพากษ์อภิปรัชญาแบบตะวันตก และเทคโนโลยีที่ยึดเอาเสียงเป็นใหญ่ [phonocentrism] แต่ผู้เขียนก็นำเสนอให้เห็นว่าไวยากรณ์วิทยาแบบจีนที่ผ่านการเดินทางในประวัติศาสตร์อย่างเข้มข้นโดยเฉพาะช่วงศ.ที่ 20 นั้น ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่ล้นเกิน [surplus] มากกว่าสิ่งที่เป็นส่วนเสริม [suplementary] ซึ่งอยู่ในการเขียน อันเป็นการขยายมโนทัศน์ของแดร์ริดาก่อนที่เขาจะตีพิมพ์ De la grammatologie เมื่อปี 1967 เสียอีก

ผู้เขียนแบ่งเรื่องเล่าออกเป็น 3 ส่วนหลัก กล่าวคือการก่อตัว [provenance] การเปลี่ยนกลาย [transmutations] และการจำกัดขอบเขต [containment] ทั้งนี้ เพื่ออรรถรส ผมขอใช้อักษรตัวย่อสลับกับตัวเต็ม ตามความโน้มเอียงทางอุดมการณ์ของขบวนการนั้นๆ

ณ จุดเริ่มต้นเมื่อทศวรรษที่ 1910 สาธารณรัฐจีนกำลังก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กับการเผชิญหน้ากันของจักรวรรดิยุโรปและการขยายตัวของจักรวรรดิญี่ปุ่นที่นำไปสู่สงครามอุตสาหกรรมการสังหารใหญ่ทั่วโลกครั้งที่ 1 ก็เกิดมึขบวนการสี่พฤษภาคม [五四运动] หรือหากจะพูดอย่างจำเพาะเจาะจงไปที่ขบวนการทางภาษาก็ต้องพูดถึงขบวนการเยาวรุ่นใหม่ [新青年] มาเป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศจีนสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่แสดงออกมาให้เห็นบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะในวงการสื่อสิ่งพิมพ์สาธารณะ ความเป็นความตายของประเทศจีน ณ ขณะนั้นอยู่ในความคิดของปัญญาชนสาธารณะแทบทุกคน และสิ่งหนึ่งที่เห็นไปในทางเดียวกันเป็นส่วนมาก และแสดงออกผ่านประโยคของหลู่ซฺวิ่นก็คือ หาก « อักษรจีนมิสูญสลาย จีนจักมลายหายสิ้น » [汉字不灭,中国必亡]

ขบวนการกำจัดอักษรจีนจึงเดินเครื่องเต็มที่ในภาคส่วนหลักของสังคม ทว่าเครื่องกระบวนการดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสียทีเดียว 

ฝ่ายปัญญาชนปฏิวัติเรียกร้องและนำเสนอความคิดว่าด้วยภาษาพูดอย่างง่าย [白话] ที่พวกเขาเชื่อว่าคือการพูดของประชาชนในชีวิตประจำวันทั่วไป ดั้งนั้น การเขียนจึงควรเป็นสิ่งที่สะท้อนการพูดอย่างง่ายนั้นออกมาให้ตรงที่สุด พวกเขาอ้างว่า การใช้ตัวอักษรจีนซึ่งมีบทบาทในการเขียนบทกวีและสื่อสารด้วยภาษาเขียนระดับสูงในวงขุนนางโดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเสียงที่แท้จริงซึ่งคนธรรมดาสามัญรวมไปถึงขบวนการประชาชนที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้นจึงต้องถูกทำลาย เพื่อให้เสียงที่แท้จริงทั้งในความหมายของเสียงในการพูดและเสียงในการปฏิวัติจะได้สลักลงไปในงานเขียนสักที

ส่วนฝ่ายปัญญาชนที่เป็นกองกำลังของสาธารณรัฐ แม้แกนหลักของฝ่ายปฏิรูปภาษาจะเห็นตรงกับฝ่ายปัญญาชนปฏิวัติในด้านการกำจัดตัวอักษรจีน เพื่อให้ภาษาเขียนสะท้อนเสียงในการพูดออกมาตามหลักยึดเอาเสียงเป็นใหญ่ แต่ก็มีปัญหาในแง่ที่ว่าสาธารณรัฐจีนนี้จำต้องมีภาษาจีนกลางที่นิยามอย่างชัดเจนเสียก่อน จึงจะสามารถเขียนเสียงของประชาชนในสาธารณรัฐใหม่ลงไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ภารกิจการสถาปนาภาษาจีนกลางสมัยใหม่จึงเป็นเสมือนปมปัญหาแรก ที่มาท้าทายความคิดยึดเอาเสียงเป็นใหญ่ เพราะการที่จะยึดเอาเสียงเป็นใหญ่ลงไปในการเขียนนั้น อันดับแรกก็ย่อมต้องสถาปนาบางเสียงที่เป็นใหญ่ขึ้นมาเสียก่อน สุดท้าย เสียงที่ปัญญาชนคนทำงานในสาธารณรัฐจีนก็จำต้องยึดเอาเสียงจากปักกิ่งเป็นหลัก ร่วมกับประนีประนอมกับเสียงในภาษาถิ่นอื่นๆ เล็กน้อย ก่อร่างสร้างอักษรเสียงชุดแรกขึ้นมาเป็นอักษรจู้อิน [注音符號] ซึ่งแปลตรงตัวว่าอักษรเสียง ที่ใช้ตัวอักษรพิเศษซึ่งประดิษฐ์ขึ้นผ่านลักษณะเรียบง่ายที่ลดทอนจากตัวอักษรจีนนั่นแล กระนั้นความมุ่งมั่นในการนำพาอักษรจีนไปให้ถึงจุดจบก็ยังไม่ถึงที่สุด เพราะปัญญาชนส่วนมากเห็นตรงกันว่า ณ ที่สุดของอักษร จำเป็นต้องใช้ตัวอักษรโรมัน-ละติน [alphabet] เท่านั้น เพราะเป็นตัวอักษรหนึ่งเดียวที่พวกเขาทั้งหลายคิดว่าเป็นสากลอย่างแท้จริง

กระนั้นความคิดที่ยึดเอาเสียงเป็นใหญ่กลับต้องเจอคลื่นเทคโนโลยีสเปกโทรกราฟ [spectrograph] ซึ่งเป็นการบันทึกกราฟเสียงที่หน่วยงานทางการทหารของสหรัฐอเมริกาคิดค้นขึ้นมา โดยมีความแม่นยำในการสลักเสียงลงไปเป็นกราฟอย่างถึงที่สุด ขนาดที่ว่าผู้เชี่ยวชาญสามารถ อ่าน​เสียงจากภาพนั้นแล้วผลิตซ้ำโดยการพูดออกมาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ท้าทายความคิดเรื่องความแม่นยำและสูงส่งของอักษรโรมัน-ละตินอย่างถึงที่สุด เพราะถ้าจะสลักตัวแทนที่ถูกต้องลงไปแล้ว ใช้สเปกโทรกราฟย่อมแม่นยำที่สุด หาใช่ตัวอักษรโรมัน-ละติน แต่อย่างใด

เมื่อเจอข้อจำกัดเหล่านั้น ความเป็นปรปักษ์สองขั้วที่เผยตัวออกมาจากขบวนการกำจัดอักษรจีนก็ถือกำเนิดขึ้น โดยฝั่งหนึ่งคือขบวนการเปลี่ยนอักษรให้เป็นโรมัน [romanization] และอีกฝั่งคือขบวนการเปลี่ยนอักษรให้เป็นละติน [latinization] ซึ่งฝั่งแรกมีผู้ขับเคลื่อนหลักคือปัญญาชนของก๊กมินตั๋ง และได้ผลิตสิ่งที่เรียกว่า Gwoyeu Romatzyh [國語羅馬字] — ต่อไปจะย่อว่า GR — ขึ้นมา โดยที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำอย่างถึงที่สุดของเสียงและวรรณยุกต์ตามแบบฉบับภาษาแห่งชาติ [國語] มาตรฐานหนึ่งเดียว ส่วนฝั่งหลังนำโดยปัญญาชนและผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผลิตสิ่งที่เรียกว่า Sin Wenz [拉丁化新文字] โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายของเสียงที่สะท้อนออกมาผ่านการเขียนแบบหลวมๆ โดยเฉพาะการละเว้นการกำหนดวรรณยุกต์ลงไปในการเขียน เพื่อให้สำเนียงเสียงอันหลากหลายของแต่ละท้องถิ่นที่ผันวรรณยุกต์ไม่ตรงกันได้มีที่ทางอยู่ในภาษาทั่วไป [普通话] อีกทั้งยังยืดหยุ่นมากพอที่จะใช้เขียนภาษาถิ่นใดๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับภาษาแห่งชาติแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการติดอาวุธความคิดให้กับขบวนการแรงงานและชาวนาทั้วทั้งประเทศจีนได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ด้วยความง่ายและยืดหยุ่นของการเขียนนั้น

จะเห็นได้ว่าแม้เป็นอักษรโรมัน-ละตินเดียวกันที่ใช้อักขระ 26 ตัวพื้นฐาน แต่รูปแบบการเขียนและความคิดเบื้องหลักแตกต่างกันสิ้นเชิง กระนั้นสิ่งที่เหมือนกันก็ยังเป็นการยึดเอาเสียงเป็นใหญ่อยู่ดี การขับเคี่ยวต่อสู้กันเพื่อการนำเอาอักษรโรมัน-ละตินไปใช้อย่างกว้างขวางและแทนที่อักษรจีนอย่างสมบูรณ์นั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้ ขบวนการเขียนด้วยการใช้อักษรโรมัน-ละตินที่ประสบผลสำเร็จพอสมควร คงมีแต่พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาถิ่น อาทิ ภาษาหมิ่น โดยมิชชั่นนารี ที่ได้รับการตีพิมพ์และอ่านอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนคนอ่าน[อักษรจีน]ไม่ออกเขียนไม่ได้เท่านั้น และนั่นก็เป็นตัวอย่างที่ผู้สนับสนุน Sin Wenz ชาวคริสต์ยกเป็นตัวอย่างถึงความสุดยอดของการเขียนแบบ Sin Wenz ทว่าด้วยความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ Sin Wenz ไม่สามารถลงหลักปักฐานอย่างจริงจังได้ และ GR ก็ไม่ถูกยอมรับจากอีกฝั่งเช่นกัน

แม้ในฟากฝั่งของจีนแผ่นดินใหญ่จะฟาดฟันกันเรื่องรูปแบบการเขียนโดยใช้อักษรโรมัน-ละตินอย่างเข้มข้น สิ่งที่ 'แรงงานผู้อยู่ในสถานะรอง' ใช้เขียนกันอย่างกว้างขวาง กลับเป็น อักษรจีนใช้บ่อย 1000 ตัว ต่างหาก!

ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น ขบวนการทำลายอักษรจีน เกิดในช่วงจุดแตกหักระหว่างจักรวรรดินิยมใหญ่สองฝั่ง เกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นมา และรัฐบาลของสาธารณรัฐจีนที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ก็อยากมีหน้ามีตาและมีอำนาจต่อรองกับจักรวรรดิญี่ปุ่นมากขึ้น จึงได้ผลักดันให้เกิดการส่งแรงงานจากจีนเป็นจำนวนมาก ไปช่วยทำงานซ่อมบำรุงสนามรบ ผ่านการทำสัญญากับบริษัทนอมินีของฝั่งสัมพันธมิตร เป็นเหตุให้แรงงานจำนวนมหาศาล มีความจำเป็นต้องเขียนเพื่อติดต่อสื่อสารกับครอบครัวทางบ้าน ว่าได้รับเงินส่วนแบ่งตามสัญญาจ้างที่จะจ่ายให้ทางบ้านได้ครบถ้วนหรือไม่ เกิดเป็นความต้องการอ่านออกเขียนได้ขนานใหญ่ในหมู่แรงงาน และผู้มารับลูกความต้องการนี้ก็เป็นองค์กรใดไปไม่ได้ นอกจากสมาคมยุวชนชายแห่งพระคริสต์ [YMCA] ในอเมริกานั่นแล

การเข้ามาทำโครงการโดย YMCA ที่มีกลุ่มทุนใหญ่ อาทิ กลุ่มทุนน้ำมัน ย่อมไม่ได้เป็นไปเพื่อการปฏิวัติ แต่เป็นไปเพื่อการเสริมศักยภาพของบุตรแห่งพระเจ้าด้วยกัน แต่กระนั้นก็ทำให้เกิดโครงการให้การศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ ครั้งแรกๆ ของโลก เกิดนวัตกรรมการคัดสรรอักษรจีน 1000 ตัวแรกที่ใช้บ่อยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ผ่านการเก็บสถิตินับตัวอักษรที่ใช้บ่อยในวรรณกรรมคลาสสิกที่คนธรรมดาสามัญในจีนฮิตอ่านกันไปทั่ว เช่น ความฝันในหอแดง [紅樓夢] มาสอนเพื่อให้แรงงานสามารถใช้เขียนอ่านภาษาพูดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด ถึงขนาดมีการประกวดความเห็นถึงประโยชน์และโทษของสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อแรงงานจีน ผ่านวารสารของ YMCA เลยทีเดียว และนั่นก็เป็นครั้ง ที่ “แรงงานผู้อยู่ในสถานะรอง” ได้เขียนแสดงความเห็นออกมาผ่านเวทีสาธารณะระดับโลก โดยใช้ตัวอักษรจีน มิใช่ GR หรือ Sin Wenz แต่อย่างใด อีกทั้งภาษาที่พวกเขาใช้ ก็เป็น ภาษาพูดในวรรณกรรม มิใช่ภาษาพูดอย่างง่ายที่ไร้กลิ่นอายวรรณกรรมตามที่ปัญญาชนปฏิวัติในประเทศตั้งเป้าให้เป็นไปแต่อย่างใด

เมื่อการเขียนสามกระแสอย่าง GR ปะทะ Sin Wenz ปะทะ การเขียนภาษาพูดในวรรณกรรมผ่านอักษรจีน 1000 ตัว ซึ่งต่อมามีชื่อเรียกว่า 語體文/语体文 นั้น ดำเนินไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไปของประวัติศาสตร์เข้าสู่ช่วงยามการปฏิวัติสังคมนิยม การใช้ 语文体 ในวรรณกรรมฝั่งคอมมิวนิสต์เองกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ฐานเสียงของพรรค บวกกับอิทธิพลจากโครงการให้การศึกษาขนานใหญ่ที่เข้าไปในจีนอย่างเป็นระบบของปัญญาชนจีนจาก YMCA เอง และความตายของผู้ขับเคลื่อน Sin Wenz คนหลักด้วยนั้น ก็ทำให้ 语文体 กลายเป็นการเขียนที่เป็นจริงของฝั่งคอมมิวนิสต์ แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนผ่าน โดยวางโครงสร้างเรื่องเล่าของวรรณกรรมฝั่งจีนแดงให้มีจุดหมายปลายทางที่การสร้างลูกหลานนักปฏิวัติสังคมนิยมซึ่งอ่านเขียน Sin Wenz ได้ แต่ทั้งหมดกลับเขียนผ่าน 语文体 ทั้งสิ้น!

เมื่อปฏิวัติก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และขับไล่ฝ่ายก๊กมินตั๋งออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยในปี 1949 แล้ว พลพรรคคอมมิวนิสต์ก็เดินเครื่องกำจัดอักษรจีนอย่างเต็มรูป ก่อตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปอักษรจีนและเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางแห่งอักษรเสียง [pinyin] เต็มรูป แม้ว่าจะมีผู้เห็นต่าง แต่กลับเป็นส่วนน้อยและกลายเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติต่อรัฐสังคมนิยม ซึ่งเป็นตำแหน่งแห่งที่ทางความคิดสุดแสนอันตราย และในขณะเดียวกัน การปรับปรุงมุ่งไปสู่แนวทางกำจัดอักษรจีน กลายเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาในพลพรรคฝ่ายขวาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านจีนแดง ณ เกาะไต้หวันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ภาษาจีนตัวเต็มตามมาตรฐานสาธารณรัฐจีนก่อนหน้า จึงสถิตสถาพรอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเป็นต้นมา กระนั้น ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี ภารกิจการทำลายตัวอักษรจีนกลับสิ้นสุดลงอย่างกระทันหัน เหลือเพียงแต่การลดทอนให้เรียบง่ายกลายเป็นอักษรจีนตัวย่อที่ใช้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนในทุกวันนี้

ช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี ภารกิจอันยาวนานกลับสิ้นสุดลงอย่างเหลือเชื่อ บ้างก็ว่าเป็นเพราะความเห็นของสตาลินที่บอกกับเหมา ซึ่งไม่มีหลักฐานอื่นใดนอกจากคำบอกเล่าของชายคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอว่า กระบวนการเบื้องหลังการหยุดชะงักภารกิจทำลายอักษรจีนแล้วกลายมาเป็นตัวย่อนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการคิดทำลายอักษรจีนด้วยเหตุผลยึดเอาเสียงเป็นใหญ่นั่นแหละ เพราะหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องและได้เข้าประชุมคณะกรรมาธิการปฏิรูปอักษรอย่างถังหลันได้เสนอสิ่งที่ผู้เขียนถือว่าเป็นการเบิกเนตรเปิดทางสู่ไวยากรณ์วิทยาแบบจีนนั่นก็คือ ภาษาจีนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วตลอดเวลา โดยทั่วไปแล้ว อักษรจีนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบย่อยๆ รวมกันตั้งแต่ 1 ส่วนขึ้นไป ซึ่งเราสามารถแบ่งอักษรจีนได้เป็นสามกลุ่ม คือ อักษรรูปภาพ [象形] อักษรรูปคิด [象意] และอักษรภาพเสียง [形声] ทั้งนี้ ช่วงเวลาก่อนราชวงศ์ฮั่น อักษรจีนในกลุ่มสุดท้ายมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 30 แต่พอถึงช่วงราชวงศ์ฮั่นแล้ว อักษรจีนกว่าร้อยละ 90 ก็กลายเป็นกลุ่มที่สามเสียสิ้น ดังนั้น การปฏิรูปอักษรจีนมีมานานแล้ว แถมไปในแนวทางการมีเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำไมโครงการสังคมนิยมเราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้เล่า? มันต้องเปลี่ยนแปลง แถมยังควรเปลี่ยนแปลงให้เข้ารูปเข้ารอยมากกว่าเดิม เนื่องจากโครงสร้างอักษรที่ใช้เป็นตัวแทนของเสียงกับภาพมีความสับสนวุ่นวาย การจัดเข้ารูปเข้ารอยกว่านี้จะเป็นประโยชน์ในการอ่านเขียนได้มากกว่า อีกทั้งส่วนประกอบของภาพหรือความคิดที่ติดมาในอักษร ก็กลายเป็นสิ่งที่มากไปกว่าการพูดเพียงอย่างเดียว ภาพความคิดที่ติดมาในส่วนของตัวอักษรนั้น กลายเป็นสิ่งที่มากกว่าเสียง ที่ถังหลันเรียกว่าประวัติศาสตร์

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ส่วนของภาพความคิดที่ติดมากับอักษรอย่างที่ถังหลันได้เสนอขึ้นมาและเรียกมันว่าประวัติศาสตร์นั้น ควรเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ล้นเกิน [surplus] ไปมากกว่าเสียง กล่าวได้ว่า การเขียนภาษาจีนด้วยตัวอักษรจีนนั้น เป็นไวยากรณ์วิทยาที่มากกว่าสิ่งที่แดร์ริดาเคยเสนอ ในลักษณะที่ไม่ใช่เพียงสิ่งเสริมเติม [suplementarity] การพูดที่มีมาอยู่ก่อนแล้วตลอดเวลา และทำให้ภาษาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในแง่ที่มันเสริมเติมให้เกิดการออกเสียงได้ ผ่านการทำให้คำ [voix] กลายมาเป็นเสียง [sons] ที่พูดผ่านการออกเสียงพยัญชนะและเชื่อมต่อกับสระ แต่ไวยากรณ์วิทยาแบบจีนยังเป็นสิ่งที่ล้นเกินไปกว่าการพูด ไม่ใช่เพียงแค่สะท้อนการพูด หรือเสริมเติมให้การพูดจากคำกลายเป็นเสียงได้เท่านั้น แต่การเขียนด้วยตัวอักษรจีนยังมีส่วนล้นเกินที่การพูดไม่สามารถแสดงออกมาได้อีกด้วย นี่เป็นการท้าทายความคิดที่ยึดเอาเสียงเป็นใหญ่อย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้การลบล้างอักษรจีนอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น เนื่องจากอักษรเองมีเสียงอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการการจัดระเบียบมากขึ้นผ่านการลดรูปลดทอนปรับย้ายกลายเป็นอักษรตัวย่อ และอักษรแสดงเสียงอย่างพินอินเอง ก็ควรมีที่มาจากการศึกษาองค์ประกอบส่วนเสียงจากภายในระบบตัวอักษรจีนเอง มากกว่าที่จะคิดขึ้นมาโดยปราศจากมัน อีกทั้งการทำลายอักษรจีนนั้น หากมองในแง่ไวยากรณ์วิทยาที่สร้างความล้นเกินขึ้นมาแล้ว ก็อาจไม่เป็นที่ปรารถนาเท่าใดนัก อีกทั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังศ.ที่ 20 เป็นต้นมา กระแสต่อต้านจักรวรรดินิยมและอาณานิคมก็พุ่งทยานอย่างถึงที่สุด การมีไวยากรณ์วิทยาที่มากไปกว่าความเป็นสากลของอักษรโรมัน-ละติน ก็เป็นสิ่งที่ปรารถนามากยิ่งขึ้นในทางการเมือง เพื่อแสดงการเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อประชาชาติต่างๆ ที่พ้นไปจากความเป็นใหญ่ของจักรวรรดิตะวันตกทั้งหลายอีกด้วย

การจบสิ้นขบวนการทำลายอักษรจีนด้วยการปฏิรูปเป็นอักษรตัวย่อนั้น จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ก่อตัว เปลี่ยนกลาย และจำกัดขอบเขตโดยที่สร้างสรรคไวยากรณ์วิทยาแบบใหม่และขยับขยายมโนทัศน์ของแดร์ริดาในภาคปฏิบัติโดยที่พวกเขา – ทั้งชาวจีนและแดร์ริดา – เองก็อาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่เริ่มต้นผ่านการคิดทำลายตั้งแต่แรก การเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ที่สร้างไวยากรณ์วิทยาแบบจีนนี้ ทำให้โลกที่การเขียนอันหลากหลายยังคงอยู่ ปัจจุบันอักษรจีน เป็นหนึ่งในไม่กี่อักษรที่มีผู้ใช้งานมากมายท้าทายความเป็นใหญ่ของอักษรโรมัน-ละติน และยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับไวยากรณ์วิทยาแบบอื่นๆ ที่เป็นส่วนน้อยอีกมากมายในโลก เช่น อียิปต์ อินเดีย กรีก อารบิค ชนพื้นเมืองอเมริกา — รวมไปถึงไทย — และอื่นๆ

สุดท้าย ผู้เขียนจึงจบบทสุดท้ายก่อนปัจฉิมกถา [epilogue] ด้วยประโยคที่ว่า « ชาวไวยากรณ์วิทยาทั่วโลกจงรวมกันเข้า! »


หมายเหตุ: ผลิตซ้ำจากโพสต์ส่วนตัวใน Facebook

บรรณนิทัศน์ 'การเขียนเชิงสร้างสรรค์และฝันกลางวัน' ของ Freud

Freud, Sigmund. 1908 [1907]. 'Creative Writers and Daydreaming' in The Revised Standard Edition of the Complete Psychological Works of Sigmund Freud Volume 9, (Rowman & Littlefield)

Freud อธิบายเรื่องแฟนตาซีโดยเชื่อมโยงเข้ากับการเล่น เพราะการเล่นคือการนำเอาวัตถุหรือสถานการณ์ในจินตนาการเข้ามาเชื่อมกับสิ่งที่จับต้องและเห็นได้ในโลกความจริง ทั้งนี้ เด็กเล่นมิได้หมายความว่าไม่จริงจัง พวกเขาจริงจัง และใส่อารมณ์จำนวนมากเข้าไป หลายครั้งที่การเล่นของเด็ก เป็นการจัดการโลกความจริงเอามาเรียงเสียใหม่อีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับการทำงานของศิลปินในแขนงต่างๆ ที่ชื่อเรียกศิลป์หลายแขนงมีที่มาจากคำว่าเล่นในภาษาเยอรมัน ความแตกต่างของการเล่นกับงานสรรค์สร้างงานศิลป์คือการที่งานศิลป์เป็นกระบวนการซ่อนรูปบิดเบือนแฟนตาซีให้ดูไม่ออกบอกยากถ้ามองข้ามไป เพราะในขณะการเล่นของเด็ก ซึ่งมีลักษณะเป็นแฟนตาซีของการอยากเติบเป็นใหญ่อย่างเห็นได้ชัด แฟนตาซีในงานศิลป์ของผู้ใหญ่มักเป็นเรื่องของความยิ่งใหญ่แห่งตัวตน และความปรารถนาในทางอีโรติก โดยที่สองสิ่งนี้อยู่คู่กันไป แล้วแต่ใครจะเด่นกว่า แน่นอนว่าในลักษณะการซ่อนรูปไม่ต่างจากความฝัน

ความเป็นจริงแล้ว ความต่อเนื่องในแง่แฟนตาซีที่แสดงออกมาในทางการละเล่นกับการสร้างสรรค์งานศิลป์ มีความข้องเกี่ยวกับเรื่องของเวลาอย่างขาดเสียมิได้ — ไม่ต่างจากความฝันในยามดึก — เพราะแฟนตาซีเกิดขึ้นมาจากสิ่งกระตุ้น ณ เวลาขณะปัจจุบันก็จริง หากแต่ร่องรอยที่หลงเหลือจากอดีต ก็ผนวกรวมแทรกสอดเข้ามาประสานกันเป็นแฟนตาซีเพื่อมุ่งบรรลุความปรารถนาในอนาคต ไม่ต่างจากการละเล่นของเด็กน้อย

หลายต่อหลายคนคิดว่าการเติบใหญ่คือการละทิ้งแฟนตาซี เปล่าเลย แฟนตาซีของผู้เติบใหญ่กลายเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดและมีความผูกพันในชีวิตของพวกเขามาเสียขณะที่ว่า ยอมรับว่าทำผิด หากแต่ไม่ยอมให้มีใครได้รู้แฟนตาซีภายใต้การกระทำนั้นของพวกเขาเป็นอันขาด แฟนตาซีคือสิ่งที่มิอาจยอมให้แพร่งพรายออกไปได้แม้แต่น้อย

กระบวนการบิดเบือน เบียดขับ บีบคั้นกลั่นกรองเป็นภาพยามหลับก็เกิดขึ้นในกระบวนการฝันกลางวันและแฟนตาซีเฉกเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในงานเขียนนวนิยายและเรื่องสั้น ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ก็ซ่อนแฟนตาซีของความเป็นใหญ่ของตัวตนและความปรารถนาในลักษณาอีโรติกเอาไว้เสมอ แม้จะแบ่งแยกเสียงเล่า เหรือบิดรูปในลักษณะผิดเพี้ยนไปเท่าใดก็ตามที

กระนั้นในท้ายทีสุด ars poetica ของศิลปินก็คือการทุบกำแพงระหว่างตัวตนของผู้คนที่เข้าเสพ ทำให้พวกเขารื่นเริง เอ็นจอยกับแฟนตาซีได้อย่างไม่เคอะเขิน — แทนที่จะหนีห่าง ชิงชัง รังเกียจ หากว่าได้รับรู้แฟนตาซีในสภาวะอื่น — ทำให้พวกเขาได้รับ incentive bonus หรือเรียกว่า fore-plesure จากงานเหล่านั้น

ศิลปะคือการปลดปล่อยความตึงเครียดออกจากจิตใจของเรา

ศิลปะทำให้เราเอ็นจอยแฟนตาซีได้อย่างไม่ต้องรังเกียจ!


หมายเหตุ: ผลิตซ้ำจากโพสต์ส่วนตัวใน Facebook

ประสาทวิทยา จิตเวชศาสตร์ จิตวิเคราะห์ และการเมือง

Freud มีพื้นฐานมาจากประสาทวิทยา เพราะแกเป็นแพทย์ด้านประสาทวิทยา [neurologist] แล้วสนใจฮีสทีเรีย [hysteria] มากกว่าโรคหลอดเลือดสมอง [stroke] เนื่องจากสิ่งแรกเป็นพื้นที่ซึ่งวงการแพทย์ไม่สนใจ ไม่เห็นใจ และละเลย เนื่องจากมีพยากรณ์โรคดีมาก ต่างจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในสมัยนั้น Charcot เพิ่งก่อรูปทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดโรคนี้ว่าเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดได้ไม่นาน แม้จะ(ยัง)มิอาจรักษาได้ ณ ตอนนั้น แต่แพทย์ระบบประสาทก็ดูแลใส่ใจจริงเพราะถือว่าเป็นโรคจริง สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ และไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ต่างจากอีสทีเรีย ที่เสมือนหอกข้างแคร่ที่แหกกฎทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขา

นี่เองจึงเป็นต้นทางที่ Freud พยายามคิดค้นจิตวิเคราะห์ขึ้นมาในฐานะศาสตร์ที่อธิบายและดูแลฮีสทีเรีย ด้วยกรอบคิดว่าด้วยลักษณะทางพื้นที่ (topology) ของจิตที่มีเรื่องจิตไร้สำนึกเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะระบบกระบวนการคิดที่ดำเนินไปในบุคคล เป็นระบบและพื้นที่ซึ่งสอดคส้องไปกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบุคคล — เฉกเช่นเดียวกับพื้นที่ของคณิตศาสตร์บนกระดาษที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์โลกกายภาพ ผ่านปฏิบัติการทางวิศกรรม หาใช่พื้นที่ซึ่งสามารถทำแผนที่คู่ไปในลักษณะกายวิภาคกับระบบอวัยวะในร่างกายเชิงชีววิทยาไม่ และด้วยเหตุที่เริ่มต้นจาก อาการ ของผู้คนที่ถูกเรียกว่าเป็นโรคประสาท [neurosis] Freud พิจารณาจากกรอบทางทฤษฎีที่เขาสร้างขึ้นจนไปสู่ข้อสรุปที่ว่า « เราไม่อาจแยกคนปกติจากคนเป็นโรคประสาทได้ในเชิงคุณภาพ » ทำได้อย่างมากก็แค่ในเชิงปริมาณ จากการที่กระบวนการเก็บกฎและการก่อตัวของอาการสามารถพบได้ในคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะ ความฝัน แฟนตาซี มุขตลก การพลั้งเผลอพูดผิดทำพลาดต่างๆ เช่นนี้แล้วเราอาจกล่าวแบบ Freud ได้ว่า « เราทุกคนล้วนประสาท(แดก) » กันทั้งนั้นอยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกข์ทรมานแค่ไหนตามแต่ละคน

ในส่วนของ Lacan ที่มีฐานมาจากจิตเวชศาสตร์ในฐานะที่เป็นจิตแพทย์ เขาเริ่มต้นจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคจิต [psychosis] หรือที่เรียกว่าคนบ้า และหยิบเอาความคิดจากสายธารทฤษฎีโรคจิตหนึ่งเหตุ [unitary psychosis] ของจิตเวชศาสตร์ที่มองความบ้าในฐานะปรากฏการณ์ที่แตกต่างแต่เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ Lacan นำความคิดนี้ออกจากชีววิทยาและสังคมวิทยาว่าด้วยสาเหตุจากรอยโรคทั้งในทางกายวิภาคและสรีรวิทยาที่ระบุพื้นที่หรือวัดในเชิงปริมาณได้มาสู่กรอบคิดว่าด้วยตัวตนที่มีปฏิสัมพันธ์กับความเสียวซ่าน [jouissance] ผ่านการใช้ภาษา ในฐานะสัตตะที่พูด [speaking being] แทนที่จะพูดถึงปรากฏการณ์ของเส้นประสาทที่ผิดเพี้ยนจากการกระตุ้นภายในและภายนอกที่แสดงออกมาเป็นเรื่องหูแว่วภาพหลอนและความเชื่อฝังใจ [hallucination & delusion] Lacan กลับสนใจเรื่องประสบการณ์ของบุคคล [subjective experience] และกรอบโครงสร้างทางจิต จนก่อรูปความคิดเรื่อง symbolic, imaginary, real ขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พ้นไปจากทั้งกรอบคิดในทางชีววิทยาและวัฒนธรรม/สังคมวิทยา

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงได้ความสัมพันธ์ของศาสตร์เหล่านี้จากการเริ่มต้นพูดถึงเขตแดนอันเป็นเส้นขอบ [limit] ของประสาทวิทยา กลายเป็นจิตวิเคราะห์ ไปสู่การนำเอาจิตเวชศาสตร์มาพูดคุยกับจิตวิเคราะห์ ผ่านเครื่องมือของภาษาศาสตร์ เกิดเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Lacan กล่าวว่า « พวกเราล้วนบ้าทั้งนั้น »

ความบ้าจึงเป็นเส้นขอบของความเป็นมนุษย์ในมุมมองแบบ Lacanian การทำความเข้าใจความบ้าที่พัฒนาออกมาเป็นกรอบคิดว่าด้วย sinthome ในฐานะเงื่อนปมที่ผูกบุคคลไว้ให้มีสเถียรภาพภายใต้โลกที่สับสนวุ่นวายนี่เอง จึงเป็นทั้งบั้นปลายของการรักษา ที่หลายคนก็ไม่จำเป็นเพราะผูกเงื่อนปมนั้นด้วยตัวเองไว้แล้ว เงื่อนปมนี้มีความเป็นสากลในฐานะที่ทุกคนต้องมี แต่ก็มีความเฉพาะเจาะจงในฐานะที่ความบิดเบี้ยวของเงื่อนปมแต่ละคนแตกต่างกันไป

พื้นที่ของกระบวนการทางจิตวิเคราะห์จึงเป็นการพูดเงื่อนปมที่มีความเป็นสากลนี้อย่างไรให้ความเฉพาะเจาะจงของคนคนนั้นได้เกิดขึ้นมา กระบวนการนี้จึงหาใช่การไปสู่ความรู้ แต่เป็นเรื่องการจัดวางวัตถุให้เข้าที่ตามแต่ละบุคคล และเป็นกระบวนการที่มีความเป็นกวีสูงมาก

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลย ที่กรอบคิดว่าด้วย sinthome ที่มีคำว่า sin ในฐานะบาปกำเนิดอยู่ในนั้น จะกลายมาเป็นกรอบคิดว่าด้วยการผูกเงื่อนปมที่ไม่มีทางไร้ที่ติในชีวิตทางการเมืองได้ การเมืองจึงเป็นการแสวงหาการผูกเงื่อนปมเพื่อสร้างระบบระเบียบบางอย่างขึ้นมา ในฐานะการตอบคำถามว่า « เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรดี »


ป.ล. ได้ไอเดียหลายส่วนจากการเข้าสัมนาและอ่านตัวบทที่แนะนำจาก Lacanian Circle of Australia ว่าด้วย Ordinary Psychosis & Classical Psychiatry: From Unitary Psychosis to Generalised Foreclosure นำโดย Dr. Jonathan D. Redmond และ Sigmund Freud’s Five Lectures in Psychoanalysis นำโดย Eugénei Austin

หมายเหตุ: ผลิตซ้ำจากโพสต์ส่วนตัวใน Facebook