บรรณนิทัศน์ 'การเขียนเชิงสร้างสรรค์และฝันกลางวัน' ของ Freud
Freud, Sigmund. 1908 [1907]. 'Creative Writers and Daydreaming' in The Revised Standard Edition of the Complete Psychological Works of Sigmund Freud Volume 9, (Rowman & Littlefield)
Freud อธิบายเรื่องแฟนตาซีโดยเชื่อมโยงเข้ากับการเล่น เพราะการเล่นคือการนำเอาวัตถุหรือสถานการณ์ในจินตนาการเข้ามาเชื่อมกับสิ่งที่จับต้องและเห็นได้ในโลกความจริง ทั้งนี้ เด็กเล่นมิได้หมายความว่าไม่จริงจัง พวกเขาจริงจัง และใส่อารมณ์จำนวนมากเข้าไป หลายครั้งที่การเล่นของเด็ก เป็นการจัดการโลกความจริงเอามาเรียงเสียใหม่อีกด้วย
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับการทำงานของศิลปินในแขนงต่างๆ ที่ชื่อเรียกศิลป์หลายแขนงมีที่มาจากคำว่าเล่นในภาษาเยอรมัน ความแตกต่างของการเล่นกับงานสรรค์สร้างงานศิลป์คือการที่งานศิลป์เป็นกระบวนการซ่อนรูปบิดเบือนแฟนตาซีให้ดูไม่ออกบอกยากถ้ามองข้ามไป เพราะในขณะการเล่นของเด็ก ซึ่งมีลักษณะเป็นแฟนตาซีของการอยากเติบเป็นใหญ่อย่างเห็นได้ชัด แฟนตาซีในงานศิลป์ของผู้ใหญ่มักเป็นเรื่องของความยิ่งใหญ่แห่งตัวตน และความปรารถนาในทางอีโรติก โดยที่สองสิ่งนี้อยู่คู่กันไป แล้วแต่ใครจะเด่นกว่า แน่นอนว่าในลักษณะการซ่อนรูปไม่ต่างจากความฝัน
ความเป็นจริงแล้ว ความต่อเนื่องในแง่แฟนตาซีที่แสดงออกมาในทางการละเล่นกับการสร้างสรรค์งานศิลป์ มีความข้องเกี่ยวกับเรื่องของเวลาอย่างขาดเสียมิได้ — ไม่ต่างจากความฝันในยามดึก — เพราะแฟนตาซีเกิดขึ้นมาจากสิ่งกระตุ้น ณ เวลาขณะปัจจุบันก็จริง หากแต่ร่องรอยที่หลงเหลือจากอดีต ก็ผนวกรวมแทรกสอดเข้ามาประสานกันเป็นแฟนตาซีเพื่อมุ่งบรรลุความปรารถนาในอนาคต ไม่ต่างจากการละเล่นของเด็กน้อย
หลายต่อหลายคนคิดว่าการเติบใหญ่คือการละทิ้งแฟนตาซี เปล่าเลย แฟนตาซีของผู้เติบใหญ่กลายเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดและมีความผูกพันในชีวิตของพวกเขามาเสียขณะที่ว่า ยอมรับว่าทำผิด หากแต่ไม่ยอมให้มีใครได้รู้แฟนตาซีภายใต้การกระทำนั้นของพวกเขาเป็นอันขาด แฟนตาซีคือสิ่งที่มิอาจยอมให้แพร่งพรายออกไปได้แม้แต่น้อย
กระบวนการบิดเบือน เบียดขับ บีบคั้นกลั่นกรองเป็นภาพยามหลับก็เกิดขึ้นในกระบวนการฝันกลางวันและแฟนตาซีเฉกเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในงานเขียนนวนิยายและเรื่องสั้น ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ก็ซ่อนแฟนตาซีของความเป็นใหญ่ของตัวตนและความปรารถนาในลักษณาอีโรติกเอาไว้เสมอ แม้จะแบ่งแยกเสียงเล่า เหรือบิดรูปในลักษณะผิดเพี้ยนไปเท่าใดก็ตามที
กระนั้นในท้ายทีสุด ars poetica ของศิลปินก็คือการทุบกำแพงระหว่างตัวตนของผู้คนที่เข้าเสพ ทำให้พวกเขารื่นเริง เอ็นจอยกับแฟนตาซีได้อย่างไม่เคอะเขิน — แทนที่จะหนีห่าง ชิงชัง รังเกียจ หากว่าได้รับรู้แฟนตาซีในสภาวะอื่น — ทำให้พวกเขาได้รับ incentive bonus หรือเรียกว่า fore-plesure จากงานเหล่านั้น
ศิลปะคือการปลดปล่อยความตึงเครียดออกจากจิตใจของเรา
ศิลปะทำให้เราเอ็นจอยแฟนตาซีได้อย่างไม่ต้องรังเกียจ!
หมายเหตุ: ผลิตซ้ำจากโพสต์ส่วนตัวใน Facebook
Blog à la Foxmean