ประสาทวิทยา จิตเวชศาสตร์ จิตวิเคราะห์ และการเมือง
Freud มีพื้นฐานมาจากประสาทวิทยา เพราะแกเป็นแพทย์ด้านประสาทวิทยา [neurologist] แล้วสนใจฮีสทีเรีย [hysteria] มากกว่าโรคหลอดเลือดสมอง [stroke] เนื่องจากสิ่งแรกเป็นพื้นที่ซึ่งวงการแพทย์ไม่สนใจ ไม่เห็นใจ และละเลย เนื่องจากมีพยากรณ์โรคดีมาก ต่างจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในสมัยนั้น Charcot เพิ่งก่อรูปทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดโรคนี้ว่าเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดได้ไม่นาน แม้จะ(ยัง)มิอาจรักษาได้ ณ ตอนนั้น แต่แพทย์ระบบประสาทก็ดูแลใส่ใจจริงเพราะถือว่าเป็นโรคจริง สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ และไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ต่างจากอีสทีเรีย ที่เสมือนหอกข้างแคร่ที่แหกกฎทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขา
นี่เองจึงเป็นต้นทางที่ Freud พยายามคิดค้นจิตวิเคราะห์ขึ้นมาในฐานะศาสตร์ที่อธิบายและดูแลฮีสทีเรีย ด้วยกรอบคิดว่าด้วยลักษณะทางพื้นที่ (topology) ของจิตที่มีเรื่องจิตไร้สำนึกเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะระบบกระบวนการคิดที่ดำเนินไปในบุคคล เป็นระบบและพื้นที่ซึ่งสอดคส้องไปกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบุคคล — เฉกเช่นเดียวกับพื้นที่ของคณิตศาสตร์บนกระดาษที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์โลกกายภาพ ผ่านปฏิบัติการทางวิศกรรม หาใช่พื้นที่ซึ่งสามารถทำแผนที่คู่ไปในลักษณะกายวิภาคกับระบบอวัยวะในร่างกายเชิงชีววิทยาไม่ และด้วยเหตุที่เริ่มต้นจาก อาการ ของผู้คนที่ถูกเรียกว่าเป็นโรคประสาท [neurosis] Freud พิจารณาจากกรอบทางทฤษฎีที่เขาสร้างขึ้นจนไปสู่ข้อสรุปที่ว่า « เราไม่อาจแยกคนปกติจากคนเป็นโรคประสาทได้ในเชิงคุณภาพ » ทำได้อย่างมากก็แค่ในเชิงปริมาณ จากการที่กระบวนการเก็บกฎและการก่อตัวของอาการสามารถพบได้ในคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะ ความฝัน แฟนตาซี มุขตลก การพลั้งเผลอพูดผิดทำพลาดต่างๆ เช่นนี้แล้วเราอาจกล่าวแบบ Freud ได้ว่า « เราทุกคนล้วนประสาท(แดก) » กันทั้งนั้นอยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกข์ทรมานแค่ไหนตามแต่ละคน
ในส่วนของ Lacan ที่มีฐานมาจากจิตเวชศาสตร์ในฐานะที่เป็นจิตแพทย์ เขาเริ่มต้นจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคจิต [psychosis] หรือที่เรียกว่าคนบ้า และหยิบเอาความคิดจากสายธารทฤษฎีโรคจิตหนึ่งเหตุ [unitary psychosis] ของจิตเวชศาสตร์ที่มองความบ้าในฐานะปรากฏการณ์ที่แตกต่างแต่เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ Lacan นำความคิดนี้ออกจากชีววิทยาและสังคมวิทยาว่าด้วยสาเหตุจากรอยโรคทั้งในทางกายวิภาคและสรีรวิทยาที่ระบุพื้นที่หรือวัดในเชิงปริมาณได้มาสู่กรอบคิดว่าด้วยตัวตนที่มีปฏิสัมพันธ์กับความเสียวซ่าน [jouissance] ผ่านการใช้ภาษา ในฐานะสัตตะที่พูด [speaking being] แทนที่จะพูดถึงปรากฏการณ์ของเส้นประสาทที่ผิดเพี้ยนจากการกระตุ้นภายในและภายนอกที่แสดงออกมาเป็นเรื่องหูแว่วภาพหลอนและความเชื่อฝังใจ [hallucination & delusion] Lacan กลับสนใจเรื่องประสบการณ์ของบุคคล [subjective experience] และกรอบโครงสร้างทางจิต จนก่อรูปความคิดเรื่อง symbolic, imaginary, real ขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พ้นไปจากทั้งกรอบคิดในทางชีววิทยาและวัฒนธรรม/สังคมวิทยา
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงได้ความสัมพันธ์ของศาสตร์เหล่านี้จากการเริ่มต้นพูดถึงเขตแดนอันเป็นเส้นขอบ [limit] ของประสาทวิทยา กลายเป็นจิตวิเคราะห์ ไปสู่การนำเอาจิตเวชศาสตร์มาพูดคุยกับจิตวิเคราะห์ ผ่านเครื่องมือของภาษาศาสตร์ เกิดเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Lacan กล่าวว่า « พวกเราล้วนบ้าทั้งนั้น »
ความบ้าจึงเป็นเส้นขอบของความเป็นมนุษย์ในมุมมองแบบ Lacanian การทำความเข้าใจความบ้าที่พัฒนาออกมาเป็นกรอบคิดว่าด้วย sinthome ในฐานะเงื่อนปมที่ผูกบุคคลไว้ให้มีสเถียรภาพภายใต้โลกที่สับสนวุ่นวายนี่เอง จึงเป็นทั้งบั้นปลายของการรักษา ที่หลายคนก็ไม่จำเป็นเพราะผูกเงื่อนปมนั้นด้วยตัวเองไว้แล้ว เงื่อนปมนี้มีความเป็นสากลในฐานะที่ทุกคนต้องมี แต่ก็มีความเฉพาะเจาะจงในฐานะที่ความบิดเบี้ยวของเงื่อนปมแต่ละคนแตกต่างกันไป
พื้นที่ของกระบวนการทางจิตวิเคราะห์จึงเป็นการพูดเงื่อนปมที่มีความเป็นสากลนี้อย่างไรให้ความเฉพาะเจาะจงของคนคนนั้นได้เกิดขึ้นมา กระบวนการนี้จึงหาใช่การไปสู่ความรู้ แต่เป็นเรื่องการจัดวางวัตถุให้เข้าที่ตามแต่ละบุคคล และเป็นกระบวนการที่มีความเป็นกวีสูงมาก
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลย ที่กรอบคิดว่าด้วย sinthome ที่มีคำว่า sin ในฐานะบาปกำเนิดอยู่ในนั้น จะกลายมาเป็นกรอบคิดว่าด้วยการผูกเงื่อนปมที่ไม่มีทางไร้ที่ติในชีวิตทางการเมืองได้ การเมืองจึงเป็นการแสวงหาการผูกเงื่อนปมเพื่อสร้างระบบระเบียบบางอย่างขึ้นมา ในฐานะการตอบคำถามว่า « เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรดี »
ป.ล. ได้ไอเดียหลายส่วนจากการเข้าสัมนาและอ่านตัวบทที่แนะนำจาก Lacanian Circle of Australia ว่าด้วย Ordinary Psychosis & Classical Psychiatry: From Unitary Psychosis to Generalised Foreclosure นำโดย Dr. Jonathan D. Redmond และ Sigmund Freud’s Five Lectures in Psychoanalysis นำโดย Eugénei Austin
หมายเหตุ: ผลิตซ้ำจากโพสต์ส่วนตัวใน Facebook
Blog à la Foxmean