Blog à la Foxmean

รวมบทความ

film

จดหมายรักถึงอาม่า (2026): หนี้ ครอบครัว ตัวตน และคอมมิวนิสม์ขั้นพื้นฐาน

ภายใต้ฉากหลังของวิกฤติการณ์จากยุคสมัยแห่งทุน ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับนำเสนอสิ่งซึ่งดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงเรื่องความรัก ความเป็นจีน และประวัติศาสตร์การเดินทางของผู้คนกลุ่มหนึ่ง คำถามก็คือ คนอย่างผมที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นหรือกระทั่งมีเชื้อสายจีนแม้แต่น้อย จะได้อะไรจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำมาเพื่อให้จีนใช้ จีนดู จีนเจริญแต่ถ่ายเดียว เช่นนั้นฤๅ? ผมขอเสนอว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้จะมีความเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถสื่อสารกับผู้ชมที่เปิดกว้างมากกว่าแค่คนจีนได้เช่นกัน ทว่าจำต้องละทิ้งมุมมองของการเหยียดชาวจีน [Sinophobia] ซึ่งเป็นหน่อเนื้อของการเหยียดสีผิว [racism] ไปเสียก่อน ข้อเสนอของผมคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอหนึ่งในวิถีปฏิบัติอื่นๆ ของความเป็นครอบครัว ชุมชน และการแคร์กันและกัน นอกเหนือไปจากสังคมเร่งการแข่งขัน ตัวใครตัวมัน และกดการกดทับเพื่อความเหนือกว่าอย่างที่เรากำลังดำเนินไปภายใต้ตรรกะแห่งทุนนี้

เรื่องราวของภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นด้วยความพยายามปลดหนี้ของหลานอาม่า แต่เรื่องกลับมิได้จบลงด้วยการหมดหนี้หรือการชดใช้บางประการที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมตามตรรกะของทุนและกรอบคิดศีลธรรมแบบศาสนาสมัยใหม่แม้แต่น้อย กลับกันโดยสิ้นเชิง หนี้เป็นทั้งตัวเชื้อเชิญให้เราเข้าไปค้นหาความหมาย และคลี่คลายเรื่องราวต่างหาก เรื่องราวที่หลานอาม่าไปขุดค้นขึ้น กลับทำให้ทรัพย์สินที่อาม่าและครอบครัวถือครองอยู่นั้น กลายเป็นหนี้ในความรู้สึกของแกขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความรู้สึกของทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบธรรมจากสามี กลายเป็นความรู้สึกติดหนี้คนแปลกหน้าจากแผ่นดินที่ตนไม่เคยย่างกรายไปเหยียบ ความรู้สึกนี้เอง ทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมาได้ว่า หนี้คืออะไรกันแน่? เหตุใดวัตถุสิ่งของชิ้นเดิมที่ได้มาจากความเสน่ห์หาเฉกเช่นเดียวกัน แค่เพียงรับมาจากคนที่ตนมิได้รู้จักมักคุ้นแล้ว จึงกลายเป็นความรู้สึกติดหนี้ไปเสียเล่า? ในแง่หนึ่ง ผู้ให้มิได้ถูกลวงหลอก กลับกันเสียอีก ผู้รับปลายทางได้กำไรจากความเสน่ห์หาอันน่าฉงนสนเท่ห์นี้ด้วยซ้ำ หากคิดภายใต้ตรรกะการแลกเปลี่ยนเพื่อค้ากำไรตามหลักการ Homo economicus ที่ตั้งแง่ว่ามนุษย์ย่อมหากำไรส่วนตนให้มากที่สุดแล้วไซร้ ความรู้สึกเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในใจของอาม่าแผ่นดินใหญ่ ย่อมมิอาจอธิบายได้โดยสิ้นเชิง

ในแง่หนึ่ง ความเป็นครอบครัวของอาม่าแผ่นดินใหญ่กับพระเอกทำให้ระบบโพยก๊วนไม่ถือว่าเป็นเรื่องหนี้สิน ไม่ใช่เรื่องต้องชดใช้ หากแต่เป็นความรู้สึกจำเป็น เป็นความรู้สึกต้องทำภายใต้กรอบคิดว่าด้วยความรัก ครอบครัว และการแคร์กันภายใต้ตรรกะของคนในหรือ “คนจีน” ด้วยกัน ระบบตรรกะของโพยก๊วนตัดข้ามรัฐชาติ ผู้คนที่ระหกระเหินออกจาก จักรวรรดิจีน/สาธารณรัฐจีน/สาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วมาตั้งตนใหม่ “ชั่วคราว” หรือถาวร ณ แผ่นดินใหม่ ในแง่หนึ่งก็แทบสูญสิ้นความเป็นคนในของสาธารณรัฐจีนและสาธารณรัฐประชาชนจีนไปเสียแล้ว หรือกระทั่งยังไม่ได้เป็นคนในเพราะไม่ใช่พลเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เพิ่งสถาปนาขึ้นผ่านชัยชนะในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 1949 เท่านั้นเอง มิหนำซ้ำคนจีนเหล่านี้ยังถูกตัดขาดอย่างรุนแรงผ่านการปิดประเทศในช่วงก่อนปี 1978 ดังที่ภาพยนตร์ได้นำเสนอ อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงเวลาเหล่านั้น โพยก๊วนเป็นปฏิบัติการทางวัฒนธรรม หรืออาจเรียกว่าเป็นไปในลักษณะกฎไวยากรณ์ของระเบียบสัญญะใน “ชุมชน” นี้ แทนที่จะเป็นเรื่องของสภาพกฎหมายแห่งรัฐชาติ พวกเขาจึงเป็นชาวจีน(โพ้นทะเล) ในลักษณะ 华人/华裔 (ชาวจีน/ชาวจีนโพ้นทะเล) แทนที่จะเป็น 中国人 (พลเมืองจีน) ภายใต้กรอบของพลเมืองแห่งรัฐ เรายังสามารถเห็นตัวตนแบบนี้ในภาพยนตร์เรื่อง ชื่อที่สลักไว้ใต้หัวใจ [刻在你心底的名字] (2020) จากไต้หวันที่พ่อแม่ของอาฮั่นยังคงส่งโพยก๊วนกลับไปที่จีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งๆ ที่มีครอบครัวและตั้งตัวใหม่บนเกาะไต้หวันแถมยังมิได้ร่ำรวยเงินทองแต่อย่างใด จนเป็นเหตุให้เกิดฉากวิวาทะรุนแรงระหว่างบุตรและบิดา ในฐานะตัวแทนของความขัดกันด้านความรู้สึกทางตัวตนแห่งยุคสมัยรอยต่อของกฎอัยการศึกและประชาธิปไตยรัฐสภากึ่งประธานาธิบดีอันมีอัตลักษณ์แบบไต้หวัน

ช่วงหลังภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผู้ชมจะทราบดีว่าบรรดาโพยก๊วนต่างๆ ในเรื่องนี้มีที่มาจากโพยก๊วนจริงจำนวนมาก เรียกได้ว่าในแง่หนึ่งทำให้เราเห็นการเล่าเรื่องที่คล้ายกับ Marry is Happy (2013) ในลักษณะการนำถ้อยคำในฐานะวัตถุมาร้อยเรียงกันเป็นเรื่องเล่าที่ไม่ขัดแย้งแต่ก็มิได้ซื่อตรงกับวัตถุตามวิถีทางประวัติศาสตร์นิพนธ์โดยทั่วไป กล่าวได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างเรื่องเล่าที่พ้นไปกว่าการ base on true story แต่เป็นการจงใจสร้างเรื่องเล่าที่กระทบความรู้สึกและก่อรูปความหมายผ่านระบบโพยก๊วนขึ้นมาอย่างอิสระ และด้วยเหตุที่โพยก๊วนเป็นใจกลางการก่อร่างสร้างเรื่องนี้ขึ้น โพยก๊วนจึงน่าจะบอกอะไรบางอย่างให้กับเรา ในฐานะสิ่งแกนกลางของความเป็นตัวตน ความเป็นคนจีนในเรื่องนี้

เมื่อเราพูดถึงคนจีนและครอบครัว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หลายต่อหลายคนจะนึกถึงความกตัญญู โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกตัญญูต่อบุพการี ในฐานะคุณธรรมแกนกลางอย่างหนึ่งของลัทธิขงจื่อ ทว่าเรื่องราวของเรื่องนี้มิได้เรียบง่ายขนาดนั้น ในเมื่อโพยก๊วนหลายต่อหลายชิ้น เป็นการส่งเงินและวัตถุสิ่งของไปยังผู้คนที่ตามหลักการแล้วอยู่ในสถานะรอง อยู่ในสถานะที่คนส่งต้องดูแล มิใช่ตอบแทนบุญคุณให้ผู้สูงกว่า อาทิ โพยก๊วนไถ่ตัวลูกสาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โพยก๊วนของสามีอาม่า ที่มิได้ส่งไปตอบแทนบุญคุณของบุพการี หากแต่ส่งไปเลี้ยงดูลูกเมียที่เขาจากมา ด้วยเหตุนี้เอง โพยก๊วนจึงหาได้มีลักษณะทางคุณธรรมแบบช่วงชั้นที่ผู้น้อยต้องส่งของให้ผู้ใหญ่ หากแต่เป็นสิ่งที่คล้ายกับ “คอมมิวนิสม์ขั้นพื้นฐาน” ที่ David Graeber (2014: 94–102) กล่าวไว้ในลักษณะที่เป็นไปตามหลักการของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามความสามารถ และเป็นพื้นฐานการก่อร่างสร้างชุมชนที่ขาดเสียมิได้ โดยหาได้หวังการตอบแทนคืนมาอย่างเท่าเทียมไม่

ด้วยเหตุนี้เอง ครอบครัวที่ห่างไกลกัน กลับกลายเป็นครอบครัวที่มีพลวัตรและสร้างสรรค์เสียมากกว่าครอบครัวเดี่ยวที่มีบทบาทในการค้ำจุนเศรษฐกิจแบบกระฏุมพีผ่านการผลักบทบาทการดูแลไปสู่พื้นที่ส่วนตัวของใครของมัน (สรวิศ ชัยนาม 2026: 20) มิหนำซ้ำ ความเป็นครอบครัวในเรื่องนี้ ยังเปิดกว้างมากไปกว่าครอบครัวในเชิงกรรมพันธุ์และการสืบทอดสารพันธุกรรม จากการที่อาม่าไทย รับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งซึ่งมีข้อความภาษาไทยติดตัวมา กล่าวได้ว่า แม้เด็กจะมาพร้อมตัวอักษรภาษาไทย (และเป็นไปได้ว่าพ่อแม่เป็นคนไทย) ก็สามารถเข้าเป็นครอบครัว “ชาวจีน” โพ้นทะเลได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะอภิปรัชญาตัวตนว่าด้วยความเป็นชาวจีนมิได้เกี่ยวกับเรื่องของเชื้อชาติ หากแต่เกี่ยวกับเรื่องความเป็นวัฒนธรรมอย่างมีพลวัตร เปลี่ยนแปลง และปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรวมถึงผู้อื่นในลักษณะที่มิได้กีดกัน แต่มองว่าเป็นปฏิสัมพันธ์ในทางองค์รวมที่เปลี่ยนแปรอยู่เสมอ (Shuchen Xiang 2026: 36) ความเป็นตัวตนเช่นนี้เอง มิต่างจากตัวตน [subject] ของจิตวิเคราะห์ที่พูดถึงตัวตนของการสร้างความหมาย ตัวตนในระดับสัญญะที่เลื่อนเคลื่อนไปพร้อมกับกระบวนการสร้างและสื่อความหมาย ต่างจากอีโก้ [ego] ที่ทึบนิ่งเพราะมีลักษณะเชิงวัตถุ (Jacques-Alain Miller 1996a: 22–3) ตัวตนเช่นนี้เองเป็นตัวตนที่มองว่าการแลกเปลี่ยน [échange] เป็นการสร้างตัวตนขึ้นมา เป็นการเพิ่มคุณค่าภายใต้เงื่อนไขความเป็นมนุษย์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย แทนที่จะเป็นการเพิ่มหรือลดเชิงปริมาณตามตรรกะของการทำธุรกรรม [transaction] (Jacques Hochmann 2022: 21–2) ตัวตนแบบนี้จึงปฏิเสธทั้งตัวตนที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ด้วยแก่นแกนหรือคุณสมบัติอะไรบางอย่างที่แน่นิ่งทึมทะมึน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางชีวภาพภายใต้กรอบคิดของเชื้อชาติจากวิทยาศาสตร์(เทียม)ของจักรวรรดิตะวันตก หรือการรับรองจากอำนาจรัฐในฐานะพลเมือง

ตัวตนความเป็นจีนในเรื่อง จึงเกิดจากปฏิบัติการและการอยู่ร่วมกันของความต่างภายใต้ระบบระเบียบที่ผสมผสานเข้าด้วยกัน สิ่งนี้เอง เมื่อผ่านระยะเวลายาวนาน ก็ได้กลายเป็นตัวตนในฐานะทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความหมายขึ้นมาด้วยการก่อรูปทางสัญญะ (Jacques-Alain Miller 1996b: 28) ในแง่นี้ ระบบสัญญะในตัวเรื่องมีความโดดเด่นผ่านการเรียนภาษาและการสื่อสารด้วยภาษาที่หลากหลาย ก่อเป็นระบบสัญญะที่ทั้งทับซ้อนและซับซ้อน สิ่งเหล่านี้แทนที่จะสร้างความวุ่นวาย กลับกลายเป็นสร้างความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมขึ้นมา เราได้เห็นทั้งภาษาแต้จิ๋ว จีนกลาง ไทย และอังกฤษ ความน่าสนใจในเรื่องของภาษายังมิเพียงแต่จบลงที่ความหลากหลายของภาษาเท่านั้น ตัวภาษาจีนกลางก็มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนอย่างยิ่ง ภาษาจีนกลางเริ่มด้วยการเรียกว่า “ภาษาแห่งชาติ” [国语] ซึ่งก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาแทน “ภาษาจีนโบราณ” [文言文] ของราชสำนักพร้อมๆ กับการสร้างสาธารณรัฐจีนในยุคสมัยก๊กมินตั๋ง (Jeffrey Weng 2018) โดยโครงการ “ปฏิรูปภาษา” นี้ ยังดำเนินต่อเนื่องไปในสาธารณรัฐประชาชนจีนในยุคสมัยพรรคคอมมิวนิสต์ที่เรียกภาษานี้ว่า “ภาษาทั่วไป” [普通话] ภาษาจีนกลางจึงเป็นภาพแทนความมีพลวัตรของความหมายความเป็นจีนที่เลื่อนเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องตามประวัติศาสตร์พัฒนาการของภาษา สังคม และการเมือง ผ่านทางเสียงอ่าน ตัวเขียน และความพยายามของการสื่อสารข้ามเขตแดนรัฐชาติในแต่ละยุคแต่ละสมัย ที่ทั้งก่อรูปและทำลายตัวเขียน มาจนถึงการ(ไม่)ประณีประนอมเป็นอักษรตัวย่อและอักษรตัวเต็มอีกอย่างน้อยสองรูปแบบ พร้อมกับมีระบบถอดเสียงเป็นอักษรโรมันและละตินอีกหลากหลายสำนัก (Yurou Zhong 2019) ในเรื่องนี้ เราจะเห็นว่าลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล เรียนอักษรจีนพร้อมกับเสียงจีนกลางและเสียงแต๊จิ๋วสลับกันไป รูปแบบการเรียนการสอนมีทั้งการสนทนาถามไถ่กับครู ใช้บทกวี บทเพลง และจดหมายระหว่างอาม่าและสามีเป็นสื่อ เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงความหมายของความรักและความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า “คิดถึงจะตายอยู่แล้ว” [想死] ผ่านทางตัวอักษรและเรื่องราวในจดหมาย พวกเขายังเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ [人] ที่มีมือ [手] และปาก [口] ผ่านบทกวีที่ท่อง ราวกับว่าความเป็นมนุษย์ ดำเนินไปด้วยกำลังแรงกาย (มือ) เพื่อแคร์ความต้องการ (ปาก) ของกันและกัน อีกทั้งยังเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติด้วยบทเพลงที่ฝึกขับร้องไปด้วย

อย่างไรก็ดี จุดหลักสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องนี้ และอาจอ้างได้ขนาดว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนชมเชยจากโต้วป้าน [豆瓣] สูงถึง 9.3/10 ดาวก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสองอาม่าที่แหกขนบครอบครัวเดี่ยวแบบตะวันตกและซ่อนรูปภายใต้การควบคุมดูแลทางวัฒนธรรมของรัฐได้อย่างแนบเนียน ด้วยโครงสร้างการเล่าเรื่องแล้ว แม้อาม่าไทยเริ่มต้นจากการเขียนจดหมายเลียนแบบความเป็นสามีของสามีอาม่า พร้อมทั้งทำตามคำสัญญาเรื่องจักรยานของสามีอาม่าให้ครบถ้วน ทว่าในภายหลัง โดยเฉพาะหลังจากการที่อาม่าไทยส่งหมูสามชั้นหมัก “กลับไป” สู่จีนแผ่นดินใหญ่ และหากคำนึงถึงฉากที่มิถูกฉายซึ่งอาม่าไทยเดินทางไปจีนแผ่นดินใหญ่ไปพบกับชีวิตที่ดูราบรื่นสมบูรณ์ดีของอาม่าแผ่นดินใหญ่แล้วด้วยนั้น เราน่าจะกล่าวได้ว่า การที่อาม่าไทยยืนกรานที่จะสานต่อความสัมพันธ์ในลักษณะคนที่ล้นเกิน ทำให้อาม่าไทยได้ก้าวเดินเข้าสู่พื้นที่ของความสัมพันธ์ในเชิงสัญญะใหม่และผลักดันความสัมพันธ์เดิมๆ ให้เคลื่อนขยับไป เรียกได้ว่าอาม่าไทยมิได้พยายามแต่เพียงไปแทนที่สามีอาม่าจีน แต่เป็นความพยายามต่อยอดรูปแบบความสัมพันธ์เข้าสู่สิ่งอื่น เป็นความสัมพันธ์ที่แตกต่างไปจากสามีภรรยาเช่นเดิม กล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์หลังจากหมูสามชั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์หลังจากถูกตัดความสัมพันธ์ด้วยภาพถ่ายที่ลอยไปโดยแยกขาดจากเนื้อความในจดหมาย เป็นความสัมพันธ์ระดับสัญญะที่สร้างผ่านความจริงแท้ [authentic] จากความรู้สึกของอาม่าไทย มากไปกว่าความสัมพันธ์ระดับจินตนาการถึงการเลียนแบบสามีอาม่าจีนไปแล้ว ความสัมพันธ์ว่าด้วยครอบครัวในเรื่องจึงเป็นเรื่องการอยู่ร่วมกันของความเป็นสองและความเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่งแต่มีสอง สิ่งนี้เอง ทำให้ฉากอ่านจดหมายที่หายไปของอาม่าไทย กลายเป็นฉากที่ส่งผลสะเทือนทางอารมณ์สู่ผู้ชมได้มาก เพราะตัวอักษรที่จดจารไว้ในจดหมายกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งผ่านปากของลูกชายนอกสายเลือดของอาม่าไทย เมื่อยามที่อาม่าไทยประสบปัญหาด้านความทรงจำเข้าให้ในท้ายเรื่อง ราวกับจะบอกเราว่า ตัวอักษรได้เก็บความสามารถกระทำการ [agency] ของผู้คนเอาไว้ รอวันเผยตัวออกมา ฉะนั้น ด้วยความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และจริงแท้ที่อาม่าไทยพยายามสร้างขึ้นมานี้ จึงมิแปลกใจที่สิ่งซึ่งอาม่าไทยจดจำและทำให้อาม่าจีนแทบร้องไห้ออกมานั้น จึงเป็นสามชั้นที่ส่งไปมากกว่าเรื่องอื่นใดก่อนหน้า

ในความสัมพันธ์ระหว่างอาม่าและเครือญาติที่ห้อมล้อมสองสาวนี้ หากเราพินิจพิจารณามากขึ้นไปอีก เราจะพบว่า แม้อาม่าสองคนจะเริ่มสานสัมพันธ์กันผ่านสามีของอาม่าจีน ทว่าเรื่องราวนี้กลับมิได้เป็นเรื่องครอบครัวหลายเมีย หากเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางสัญญะที่สร้างสรรค์ใหม่จนไม่สามารถหาสิ่งใดเชื่อมโยงกันได้เลยนอกเสียจากวิถีปฏิบัติ อักษร และภาษาที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เหตุนี้เอง ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสามารถตีความได้ว่าเป็นเรื่องของวิวัฒนาการทางความหมายที่เลื่อนจากความเป็นจีนที่พลัดพราก เข้าสู่ความเป็นจีนที่เปิดกว้าง ก้าวพ้นจากความเป็นจีนที่จำต้องผสานรอยร้าวและกลับรวมเป็นชาติเดียวกันแต่เพียงถ่ายเดียว มุ่งสู่ความเป็นจีนในฐานะตัวตนที่ประกอบสร้างใหม่ตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง จึงมิแปลกเลย ที่ตัวเรื่องเองมิได้จบในลักษณะที่มีใครกลับเข้าไปหาใคร แต่จบลงในลักษณะของการแผ่ซ่านเปิดกว้าง ความเป็นคนจีนโพ้นทะเลมิได้ถูกเบียดขับหายไป ในขณะเดียวกัน คนจีนในรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มตั้งตัวได้ก็สามารถเชื่อมต่อกับ “ครอบครัว” ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงในลักษณะเอื้อ [enable] ให้กับการเชื่อมต่อ มากกว่าการทำลายหรือครอบงำความเป็นอื่นอย่างชาวจีนโพ้นทะเล

ความสัมพันธ์ ครอบครัว และการก่อตัวอย่างมีพลวัตรของความเป็นจีนในเรื่องราวเหล่านี้ อยู่ทั้งนอกและในความเป็นรัฐ เรียกได้ว่าอยู่เคียงคู่ในฐานะองค์ประกอบที่ไม่ได้สยบยอมลงใต้กรอบคิดแบบชาตินิยม แต่เป็นไปในเรื่องราวลักษณะของปฏิบัติการเชิงวัฒนธรรมเช่นนี้ ในฐานะเรื่องเล่า ไม่ว่ามันจะจริงแท้แค่ไหนในทางประวัติศาสตร์ ก็คือการนำเสนอความเป็นวัฒนธรรมในฐานะภาพฝันความคิดว่าด้วยสังคมที่ควรจะเป็นตามความคิดของ Clyde Kluckhohn มิใช่ฤๅ (David Graeber 2001: 21–2)? เรื่องราวที่จบลงด้วยหนี้ของหลานอาม่าที่ยังไม่ถูกใช้ แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกเป็นหนึ้ของอาม่าในจีนแผ่นดินใหญ่กับเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความผูกพันในระดับครอบครัวที่แกอยากสานต่อ เรื่องไม่ได้จบที่ความเหนือกว่าของชาวจีนไม่ว่าในหรือนอกแผ่นดินใหญ่ ไม่มีการลบหายไปของชาวจีนในฝั่งไหน ไม่มีการ “กลับไป” สู่เมืองจีนอย่างราบรื่นทุกคน หากแต่มีเพียงแค่พลวัตรของชาวจีนที่วิวัฒน์ไปตามปฏิบัติการของประวัติศาสตร์ที่ทุกคนพยายามสร้างความหมายร่วมกัน จนกลายเป็นบทเพลงที่ปิดเรื่องราวนี้ กระนั้นสิ่งหนึ่งที่อาจคาใจผู้ชมก็คือคำที่อาม่าเตือนสติหลานชายให้ “ทำดี” แล้วจะมีคน “ช่วยเหลือ” ซึ่งดูผิวเผินเสมือนกับภาษิตดาษดื่น หากแต่เราสามารถมองว่าเป็นภาษิตที่ยอมรับว่าคนเราจำต้องพึ่งพาผู้อื่นและอยู่ร่วมกัน หาใช่แสวงหาความเหนือกว่าและการกดทับได้ไหม? เป็นภาษิตที่ยืนกรานว่าเราต้องสร้างคอมมิวนิสม์ขั้นพื้นฐานสักแบบขึ้นมาในชุมชนของเราหากจะให้ชุมชนของเราดำเนินต่อไปได้ เป็นภาพฝันของอุดมคติแบบหนึ่งที่เรื่องนี้พยายามเสนอขึ้น และถ้ากล่าวตาม David Graeber แล้วนั้น ภาพฝันทางอุดมคติก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร หากมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว (2018: นาทีที่ 1.22.19–26)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ แทบมิได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐชาติในทางบวกเลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าความแตกแยกและการพยายามสร้างรัฐชาติกลายเป็นอุปสรรคของการก่อรูปความเป็นจีนขึ้นด้วยซ้ำ กระทั่งระบบโพยก๊วนเอง ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงและการช่วยเหลือกันเท่าที่ทำได้ผ่านผู้คนที่เรียกตัวเองว่าชาวจีนอันหลากหลายและกระจายไปทั่วพื้นที่ทั้งในและนอกจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะ “เป็นระบบที่ไม่มีกฎหมายรับรอง จึงต้องอาศัยความเชื่อถือและคุณธรรมเป็นหลัก” (วิภา จิรภาไพศาล 2023) กระทั่งความสำเร็จด้านกำลังทรัพย์ของบุคคลก็หาใช่เรื่องทางบุคคลเสียทีเดียวไม่ หากแต่เป็นการสร้างเครือข่ายความมั่งคั่งและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง โดยเน้นที่การศึกษาและการพัฒนาทางวัฒนธรรม ความร่ำรวยของปัจเจกบุคคลมิได้ถูกยกย่องเชิดชูออกหน้าชูตา หากแต่เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและตัวตนที่แผ่กว้างผ่านปฏิบัติการทางเครือข่ายต่างหากที่ถูกจัดวางอยู่ ณ ฉากหน้าของเรื่องเล่านี้ แน่นอนว่าความเป็นจริงอาจมิได้สวยหรูเฉกเช่นในภาพยนตร์ แต่ข้อเสนอของผมคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้เชิดชูความมั่งคั่งของปัจเจกดังที่จะพบเห็นได้ทั่วไปในเรื่องเล่าเชิงมหาบุรุษ หากแต่เชิดชูภาพฝันถึงความรุ่งเรืองร่วมกันในทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและเบ่งบานทั่วทุกพื้นที่ที่ซึ่งคนผู้เรียกตัวเองว่าชาวจีนเข้าไปอาศัยอยู่ ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม ในแง่นี้ เราอาจมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามสร้างและนำเสนอความฝันของจีนขึ้นมาในหมู่ผู้ชม มากเสียกว่าการอวดเบ่งถึงวัฒนธรรมและความสูงส่งเหนือผู้อื่น

สุดท้ายแม้เสียงเล่าช่วงหลังเรื่องจบจะให้ความหมายโพยก๊วนในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่รัฐชาติ แต่นั่นก็เป็นเสียงเล่าที่มิต่างจาก “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…” ของนิทานอีสปมิใช่ฤๅ? เพราะการปิดจบเช่นนั้นทำให้เราจำกัดความหมายของเรื่องเล่า (ทศพล ทศนพรรณ 2011) ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงไม่คิดว่าเรามีความจำเป็นแต่อย่างใด ที่จะนำองค์ประกอบในตอนท้าย มาปัดตกความหมายที่เป็นไปได้ของตัวเรื่องเล่าหลักที่ทั้งเผยตัวและแอบซ่อนไว้ ภายใต้ฉากหน้าของตราประทับอนุญาตฉายแต่อย่างใด

บรรณานุกรม

ทศพล ทศนพรรณ. 2011. ‘กฎหมายกับโลกสมัยใหม่’, การบรรยายที่ไม่ได้ตีพิมพ์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

วิภา จิรภาไพศาล. 2023. “โพยก๊วน” เงินออมหลายร้อยล้านที่จีนโพ้นทะเลส่งกลับบ้านเกิด, ศิลปวัฒนธรรม, <https://www.silpa-mag.com/history/article_29906> [เข้าถึงเมื่อ 16 สิงหาคม 2026]

สรวิศ ชัยนาม. 2026. บ้านนี้ไม่มีรัก: วิกฤตการดูแล การล้มล้างระบบครอบครัว และ Birthcare Center, แปลโดย สุชานาฎ จารุไพบูลย์ (B&B Press)

David Graeber. 2001. Toward an Anthropological Theory of Value: The False Coin of Our Own Dreams (Springer)

——. 2014. Debt: The First 5,000 Years,Updated and Expanded (Melville House)

——. 2018. ‘Utilité et inutilité du travail / The Revolt of the Caring Classes’, unpublished paper delivered at the conference ‘Grande Conférence: David Graeber avec Philippe Descola’ (Collège de France). <https://www.youtube.com/watch?v=rUeKW6-OTIs> [accessed 16 August 2026]

Jacques-Alain Miller. 1996a. ‘An Introduction to Seminars I and II: Lacan’s Orientation Prior to 1953 (II)’, in Reading Seminars I and II: Lacan’s Return to Freud, ed. by Bruce Fink, Richard Feldstein, and Jaanus Maire (State University of New York Press)

——. 1996b. ‘An Introduction to Seminars I and II: Lacan’s Orientation Prior to 1953 (III)’, in Reading Seminars I and II: Lacan’s Return to Freud, ed. by Bruce Fink, Richard Feldstein, and Jaanus Maire (State University of New York Press)

Jacques Hochmann. 2022. ‘Autism in the Neoliberal Age: Some Reflections’, in Treating Autism Today: Lacanian Perspectives, ed. by Laura Tarsia and Kristina Valendinova (Routledge), doi:10.4324/9781003221487-2

Jeffrey Weng. 2018. ‘What Is Mandarin? The Social Project of Language Standardization in Early Republican China’, The Journal of Asian Studies, 77.3, pp. 611–33, doi:10.1017/S0021911818000487

Shuchen Xiang. 2026. Chinese Cosmopolitanism: The History and Philosophy of an Idea (Princeton University Press)


Yurou Zhong. 2019. Chinese Grammatology: Script Revolution and Literary Modernity, 1916–1958 (Columbia University Press)